ความสุขเล็กๆที่สร้างได้

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สุขทุกข์.....รับได้



               
                  "ยามสุขก็อย่าลิงโลดจนเกินเหตุ ยามทุกข์ก็อย่าท้อถอย" เรามักได้ยินคำนี้เสมอ นี่คือสิ่งที่เราพึงสังวรณ์ไว้เสมอ ว่าสุขทุกข์เป็นสิ่งไม่แน่นอน ทั้งสองสิ่งมักหมุนเวียนผลัดเปลียนเข้ามาในชิวีต 
                  สิ่งที่ต้องทำก็คือ เมื่อความทุกข์มาเยือนเราควรเตรียมตัวเพื่อรับสถานการณ์อย่างไร ทุกข์ประเภทนี้ ไม่ใช่เป็นความรู้สึกของเราไปเกี่ยวข้องด้วย แต่หมายถึงความเปลียนแปลงของสรรพสิ่งที่ว่า เมื่อเกิดขึ้นเหตุ ตั้งอยู่ตามเหตุ และดับไปตามเหตุ ที่เรียกว่า"ไตรลักษณ์" หรือเราเรียกว่าสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง หรือมีสภาพเป็นสามัญลักษณะ คือลักษณะสามสิ่งในทุกสิ่ง ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
                 บทบาทของเราต่อการมองสรรพสิ่ง หรือมองทุกเรื่องราว มองทุกสิ่ง ก็คือมองหรือดูให้เห็นว่า เป็นอย่างนี้จริงๆ จากการดู ที่เราเรียกว่า วิปัสสนา  วิ = ยิ่ง  ปัสสนา = เห็น ได้แก่เห็นยิ่งๆ คือเห็นทั้งรูปและนามว่าไม่จีรัง ยั่งยืน หรือไม่เที่ยง นั่นเอง

สุขกาย....สบายใจ



               
               สุขกาย  คือสุขจากการไม่รู้สึกเจ็บป่วย มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงของร่างกาย หรือสังขาร และพร้อมที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลง และจัดการได้ตามสมควรที่มันเป็น ปวดหัวก็หาเหตุแก้ที่เหตุ  หิวก็กินจะได้หายหิว ง่วงก็นอนจะได้สดชื่นขึ้น ร่างกายล้าก็พักผ่อน ความสุขกายจะบังเกิด     
               สบายใจคือ ความรู้สึกทางใจ ที่ไม่วิตก กังวล หรือหม่นหมอง จากความรู้สึกที่มากระทบใจ หน้าที่ของใจก็คือ การมองให้เห็นความจริง จนเข้าใจและจัดแจงหาความรู้ เตรียมดูแล เรียกว่าต้องฝึกใจให้มองเห็นสัจจธรรม "ใจที่มองเห็นธรรม ย่อมเกิดปัญญา"                                                                            
              ความ สุขกาย...สบายใจ  เป็นสิ่งที่เกิดควบคู่กันเสมอ สำหรับคนที่โชคดี สร้างบุญกุศลไว้ดี กรรมจะจัดสรรให้มีสิ่งนี้ติดตัวมาแต่เกิดเรียกว่า "บุญนำพาวาสนาดี" เกิดมาก็สุขกายสบายใจ                  ในยามเด็กเราไม่ค่อยรู้สึกกับความหมายนี้  อาจเพราะเราได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากพ่อแม่ ครั้นเมื่อเติบใหญ่ เราจะพบว่าการดำเนินชีวิตนั้นไม่ใช่ของง่ายเหมือนวัยเด็กเลย

กินอยู่....อย่างพอเพียง





อาหารการกินเป็นเรื่องจำเป็นของการดำรงชีวิต ในหนึ่งวันจะเห็นว่าเราสาละวน อยู่กับเรื่องการกินเสียเป็นส่วนใหญ่  
 คนส่วนมาก ดำเนินชีวิตไปตามปกติ  สนองความอยากของร่างกายตนเอง อย่างสาสม กินแบบไม่ยั้ง เที่ยวได้ไม่มีวันหยุด สวนเสเฮฮา  ดื่มกินสารพัด  เรียกว่าชีวิตนี้เป็นของกู เกิดมาชาติหนึ่งต้องเสพสุขให้คุ้ม
ต่อเมื่อร่าง กายส่งสัญญาณว่าไม่ไหวแล้วนะ เราจะเห็นแววตาแห่งความทุกข์นั้น ไม่เฉพาะแต่เจ้าของร่างกายเท่านั้น มันโยงใยไปถึงบุคคลอื่นๆที่มีความผูกพันธ์กัน เรียกว่าทุกขฺกันเป็นขบวนก็ว่าได้
สิ่งง่ายๆที่ เรา สามารถปลูกฝัง ทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างในครอบครัว คือการรู้จักกินอยู่ให้ถูกต้อง ใช้เพียงหลักความพอเพียง กินให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ กินในสิ่งที่ก่อประโยชน์ ไม่ยึดติดกับรสชาติของอาหารมากเกินไป 
กินอยู่ให้ สุขและเอื้อต่อชีวิตสัตว์ เราโชคดีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ มีอาหารกินอุดมสมบูรณ์ เพราะเรากินได้ทุกอย่าง เคยคิดไหมว่าถ้าเราดำรงชีวิตได้ด้วยอาหารเพียงบางชนิด เราจะเป็นอย่างไร 
สัตว์มากมาย พืชมากมาย ที่สละชีวิตเพื่อเรา หากเราสามารถทดแทนบุญคุณ สิ่งเหล่านี้ได้บ้างก็ควรทำ ในหนึ่งปีควรหาโอกาสกินอาหารเจ หรืออาหารมังสวิรัติบ้าง 
ในความพอ เพียงใช่ว่าเราต้องหาต้องซื้ออย่างเดียวก็หาไม่  เราสามารถสร้างสิ่งจำเป็นเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง จะดีแค่ไหนถ้าเราปลูกผักกินเอง เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหารได้เอง ความภูมิใจจะตามมาอย่างเห็นได้ชัด เราจะไม่อด ไม่จน และไม่เจ็บป่วย นี่คือความจริง

บ้านคือ...วิมาน




บ้าน....คำนี้ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น  มีความสุขและปลอดภัยเสมอ  หลายคนยังรู้สึกผูกพัน แม้นจะจากไปนานแสนนาน
ตอนเด็ก เมื่อจากบ้านเพื่อไปหาความรู้ใส่ตัว อาจไม่ค่อยรู้สึกผูกพันเท่าไร เพราะมีสิ่งที่มาแทรกอยู่ตรงกลาง ความสนุกสนานกับชีวิตในวัยเรียน กับเพื่อนๆ อาจทำให้ลืมบ้านไปได้บ้าง
เมื่อเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ทุกคนฝันที่จะมีบ้าน มีครอบครัว มีชีวิตเล็กๆที่เป็นเหมือนโซ่ทองคล้องรักในบ้านหลังใหม่
แต่เมื่อเข้าสู่วัยบั้นปลายแห่งชีวิต หลายคนโหยหา บ้านที่เคยให้ความอบอุ่นตั้งแต่แรกเกิด บ้านเกิด.......จึงยังคงให้ความรู้สึกอยู่ในความทรงจำได้เสมอ ไม่มีลืมเลือน
อะไรคือสิ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำนั้นได้ตราบนานเท่านาน บ้าน... คือวิมานของเรา เป็นที่ที่เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น เราจึงยังคงรู้สึกระลึกถึงเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ห่างไกลเพียงใด เราจะ เห็นเสมือนมันเพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้เอง
ทุกบ้านมีความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย  ที่เรารับรู้ได้ตั้งแต่วัยเด็ก เรามีความรัก ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของพ่อแม่ ที่มอบให้ลูกๆได้อย่างไม่มีวันหมด เราไม่เคยอดอยาก หรือหิวโหย เมื่ออยู่กับท่าน  ยามเจ็บป่วย เราจะเห็นแววตาของความรัก ความห่วงใย จากสายตาทุกคู่ภายในบ้าน
นี่คือสิ่งที่เราต้องจดจำ และเราจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้เหมือนบ้านหลังเก่าที่เราเคยอยู่ เพื่อให้ลูกๆของเราได้จดจำบ้าง พวกเขาจะคิดถึง ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด พวกเขาจะรู้สึกเป็นสุขทุกครั้งที่คิดถึงบ้านหลังนี้  ที่เราสร้างไว้เป็นสะพานเชื่อม...ของใจทุกดวง ให้เขารู้สึกเสมอว่า บ้าน...คือวิมาน ของพวกเขา

รู้จักตัวเอง....ให้ดีพอ



  

   ทุกครั้งที่ส่องกระจก  เราจะมองเห็นภาพตัวเองในกระจก เราจะมองดูความสวย  ความงาม    ของหน้าตาที่ปรากฏเสียส่วนใหญ่ จะมีกี่คนที่มองดูตัวเองแล้วสะท้อนคิดถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในเรือนกายนี้บ้าง
      เคยถามตัวเองไหมว่าเรารู้จักตัวเราเองดีพอแค่ไหน ก่อนที่จะให้คนอื่นได้รู้จักตัวเรา และทำอะไรๆให้เราพอใจ เคยถามตัวเองไหม ว่าเรามีดีอะไร ตรงไหน  ที่เหนือไปจากหน้าตา และเรือนร่าง หรือเคยมองเลยผ่านเรือนกายเข้าไปภายในเรือนใจ แล้วเห็นความดีในเรือนใจตัวเองบ้างไหม
                 เราจะรู้จักตัวเองใด้อย่างไร ไม่มีใครรู้จักตัวเราได้ดีเท่าตัวเราเอง ไม่มีใครเห็นตัวเราได้ชัดเจนเท่าตัวเราเอง ไม่มีเครื่องมือใดๆในโลกนี้จะสามารถวัดใจเราได้เท่าใจเราเอง  ขอเพียงแค่คอยตามรู้ตามดูความรู้สึกของตัวเองบ่อยๆ  ทั้งความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจบ่อยๆครั้ง เราจะรู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด และนั่นคือความเป็นตัวตนของเรา  ตัวตนอันแท้จริงของเรา
                ในชีวิตความเป็นจริงเราไม่ได้อยู่เพียงลำพังคนเดียว  แต่ชีวิตต้องอยู่กับผู้คนมากมาย  ทุกคนก็เหมือนๆกัน ทุกคนมีความเป็นตัวตนของตัวเอง เฉพาะตัวเองที่ไม่เหมือนกัน เราควรทำอย่างไรในสิ่งที่ต่างกัน เพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ อย่างไม่เกิดปัญหา เราจะปรับแก้ส่วนที่ไม่ดีในตัวเราได้อย่างไร                เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับคนเราที่จะต้องปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขในส่วนที่เป็นตัวของตัวเอง ที่ติดตัวมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
แต่หากสามารถทำได้ มันจะเปลี่ยนตัวตนของเรา และจะเห็นได้ว่านั่นแหละคือค่าของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์